เรื่องกล้วยๆ
ประวัติ

กล้วย เป็นไม้ผลที่คนไทยรู้จักกันมานานควบคู่มากับประเทศไทย โดยไม่รู้แน่ชัดว่ามีมาตั้งแต่เมื่อไร ทั้งนี้อาจเนื่องจากกล้วยมีถิ่นกําเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งในภูมิประเทศดังกล่าว และจากการศึกษาทางวิวัฒนาการพบว่า กล้วยมีวิวัฒนาการมาถึง 50 ล้านปีแล้ว ดังนั้นจึงเป็นไม้ผลที่มนุษย์รู้จักบริโภคเป็นอาหารกันอย่างแพร่หลาย โดยทั่วไปกล้วยได้เริ่มมีการแพร่จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปยังหมู่เกาะต่างๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกพร้อม ๆ กับการอพยพของประชากรตั้งแต่ต้นคริสต์ศักราชเป็นต้นมา และได้มีการแพร่กระจายไปยังกลุ่มประเทศแถบอาหรับ ยุโรป จนกระทั่งสู่ทวีปอเมริกา และ มีการขยายการปลูกจนถึงกับเป็นการค้าอันดับ 1 ของโลก โดยปลูกมากที่คอสตาริกา และฮอนดูรัส ประเทศไทยมีการปลูกกล้วยกันมานานดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น กล้วยที่ปลูกมีมากมายหลายชนิด พันธุ์กล้วยที่ใช้ปลูกในประเทศไทยมาแต่โบราณนั้น มีทั้งเป็นพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิม และที่มีการนําเข้าพันธุ์มาจากประเทศข้างเคียงมาตั้งแต่โบราณ จนกระทั่งพวกเราเองก็คิดว่าเป็นพันธุ์พื้นเมือง กล้วยที่รู้จักกันในสมัยสุโขทัย คือกล้วยตานี และปัจจุบันในจังหวัดสุโขทัยมีการปลูกกล้วยตานีมากที่สุด แต่เราไม่พบกล้วยตานีในป่าทั้ง ๆ ที่กล้วยตานีเป็นกล้วยป่าชนิดหนึ่ง มีถิ่นกําเนิดอยู่แถบประเทศอินเดียตอนใต้ จีน และพม่าดังนั้นจึงเข้าใจว่า กล้วยตานี น่าจะมีการนําเข้ามาปลูกในประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยตอนต้นหรือช่วงการอพยพของคนไทยมาตั้งถิ่นฐานที่สุโขทัย
ในสมัยอยุธยา De La Louber ( 1693 ) ได้เขียนหนังสือบันทึกการท่องเที่ยวมาที่ประเทศไทย โดยบันทึกถึงบ้านเมือง พิธีการและสิ่งที่เขาได้พบเห็น เขาได้บันทึกว่า เขาเห็นกล้วยงวงช้างที่ประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ. 2220 กล้วยงวงช้างก็คือ กล้วยร้อยหวีในสมัยนี้นั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่เราปลูกเพื่อประดับเท่านั้น และมีตํานานเล่ากันมาว่ามีการค้าขายกล้วยตีบอีกด้วย แสดงให้เห็นว่ามีการปลูกเพื่อความสวยงามและบริโภคกันมานานแล้ว
พันธุ์ที่เหมาะสมในการแปรรูป
กล้วย มีมากมายหลายพันธุ์ แต่ที่อยู่ในความนิยมของผู้บริโภค ทั้งในรูปของการกินสุกและนําไปประกอบอาหารแล้วนั้น สามารถจําแนกได้ ดังนี้

กล้วยน้ําว้า
กล้วยชนิดนี้จะมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทยโดยเฉพาะหลังบ้านของทุกคน ส่วนใหญ่ก็เคยปลูกกล้วยกันมาแล้วทั้งนั้น ด้วยความแพร่หลายของกล้วยพันธุ์นี้ จึงมีชื่อเรียกต่างกันไปตามท้องถิ่น อย่างเช่นทางเหนือจะเรียกว่า กล้วยใต้ คนจันทบุรีเรียกว่า กล้วยมะลิอ่องคนอุบลเรียก กล้วยตานีอ่อง
ลําต้นของกล้วยน้ําว้าจะมีความสูงไม่เกิน 3.5 เมตรก้านใบมีร่องค่อนข้างแคบ ก้านช่อดอกไม่มีขน เครือหนึ่งมี 8 – 10 หวี หวีหนึ่งมี 13 – 16 ผล ผลและเปลือกหนากว่ากล้วยไข่ แต่ความยาวใกล้เคียงกับกล้วยไข่ เนื้อกล้วยมีสีขาวแกนกลางเรียกว่า ไส้กลางมีสีเหลือง ขาว หรือชมพู ซึ่งทําให้กล้วยแบ่งเป็น กล้วยน้ําว้าเหลือง กล้วยน้ําว้าแดงกล้วยน้ําว้าขาวกล้วยน้ําว้ามีประโยชน์มาก ใช้เป็นอาหารของเด็กอ่อน เด็กทารกวัย 3 เดือนทุกคนต้องผ่านการกินกล้วยน้ําว้าครูดมาแล้วทั้งสิ้น
นอกจากเป็นอาหารของทารกแล้ว ยังนิยมนํามาบริโภคสดและทําขนมอีกด้วย กล้วยน้ําว้าเหมาะจะนํามาทําผลิตภัณฑ์ที่ต้องการแป้ง เช่น กล้วยตาก แป้งกล้วยและกล้วยม้วน เพราะกล้วยน้ําว้ามีน้ําหนักน้อยและมีลักษณะเนื้อเบากว่ากล้วยไข่
กล้วยไข่
กล้วยไข่มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กล้วยกระลําต้นมีความสูงไม่เกิน 2.5 เมตร กาบกล้วยด้านในมีสีเขียวอมเหลือง โคนก้านใบมีปีกสีชมพู ก้านช่อดอกมีขนอ่อน ใบประดับรูปไข่ เครือหนึ่งมีประมาณ 6 – 7 หวี หวีหนึ่งมีประมาณ 12 – 14 ผล ลักษณะของผลค่อนข้างเล็ก เวลาสุกจะมีสีเหลืองทอง กล้วยไข่ที่อร่อยและมีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือ กล้วยไข่กําแพงเพชรนอกจากกินเล่นแล้ว กล้วยไข่ยังเป็นพันธุ์กล้วยที่นํามาประกอบพิธีเดือนสิบหรือสารทไทยอีกด้วย ถ้าจะกินกล้วยไข่ให้อร่อยแล้วต้องกินควบคู่กับกระยาสารท แต่กล้วยไข่ไม่เหมาะที่จะนํามาแปรรูปเป็นกล้วยตาก เนื่องจากมีน้ําหนักมาก และมีแป้งน้อยเมื่อสุกงอม
กล้วยหอมทอง
กล้วยหอมทองจะมีอยู่หลายพันธุ์ ทั้งกล้วยหอมเขียวกล้วยหอมจันทร์ กล้วยหอมเขียวค่อม แต่ที่นิยมมากที่สุดคือ กล้วยหอมทอง เพราะมีกลิ่นหอม รสหวานกล้วยหอมทองจะมีลําต้นสูงประมาณ 3.5 เมตร เครือหนึ่งจะมี 5 – 6 หวี หวีหนึ่งประมาณ 10 – 15 ผล ปลายผลจะมีจุดยื่นออกมาให้เห็นได้ชัดเจน เปลือกบาง เมื่อผลกล้วยสุก จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง แหล่งปลูกส่วนใหญ่จะอยู่แถบภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดแถบภาคกลางเช่น จังหวัดแถบปทุมธานี และรอบ ๆเขต ปริมณฑล กล้วยหอมไม่นิยมนํามาทํากล้วยตากเพราะมีน้ําหนักมาก และมีแป้งน้อยเมื่อสุกงอม แต่เหมาะจะนํามาทํากล้วยกรอบ เพราะจะกรอบเบากว่ากล้วยน้ําว้า เมื่อผ่านกระบวนการแล้ว
คุณค่าทางโภชนาการของกล้วยหอมทองต่อน้ำหนัก 100 กรัม มีดังนี้
1. โปรตีน จำนวน 0.9 กรัม
2. ไขมัน จำนวน 0.2 กรัม
3. คาร์โบไฮเดรต จำนวน 29.8 กรัม
4. เส้นใย (ไฟเบอร์) จำนวน 1.9 กรัม
5. แคลเซี่ยม จำนวน 26 ไมโครกรัม
6. เหล็ก จำนวน 0.8 ไมโครกรัม
7. เบต้าคาโรทีน จำนวน 99 ไมโครกรัม
8. วิตามิน เอ จำนวน 17 ไมโครกรัม
9. วิตามินซี จำนวน 27 ไมโครกรัม
ที่มา: ผลิตภัณฑ์กล้วย 2547 สํานักพัฒนาเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร



